คลื่นเอลเลียตคืออะไร?

เมื่อพูดถึงทฤษฏีคลื่นเอลเลียต (Elliott Wave Theory) หลายคนคงร้องออกมาว่า “ยากมักเลยนะ” หรืออาจมีบางคนบอกว่า“มันไม่ได้ผลจริงหรอก อย่าไปเสียเวลาเลย ”  และมีบางคนอาจสงสัยอีกว่า “ ทำไมแต่ละคนนับเวฟไม่เหมือนกันเลย แล้วจะรู้ได้ไงว่าใครนับถูก “ ที่เป็นแบบนี้เพราะแม้แต่บรรดาเซียนๆยังนับคลืน เอลเลียตไม่เหมือนกันเลยค่ะ ดังนั้นนักลงทุนส่วนใหญ่จึงมักคิดไปเองว่า ไม่นับดีกว่า มันยากไปปะ ดูแล้วปวดหัว  ไปหาเครื่องมือทางเทคนิคแบบอื่นที่มันง่ายดีกว่าไหม…

 


อย่างไรก็ตามหากนักลงทุนคาดหวังจะเข้ามาเพื่อการทำกำไรในตลาดทุน ซึ่งรวมถึงตลาดหุ้นด้วยนั้น จึงนับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายค่ะ เนื่องจากจำนวนคนที่ประสบความสำเร็จหรือคนที่สามารถทำกำไรและอยู่รอดในตลาดได้มีเพียง 5-10 % เท่านั้นค่ะ และจากสถิติยังพบว่า นักลงทุนส่วนใหญ่ที่ประสบภาวะ ขาดทุน มักจะเกิดจากการใช้อารมณ์ในการตัดสินใจซื้อขาย หลายครั้งที่เราขายหุ้นในวันที่หุ้นร่วงแรงๆ ด้วยความกลัวและตกใจ แต่หลังจากนั้น หุ้นก็เด้งขึ้นต่อหน้าต่อตา ซึ่งเราก็ได้แต่มองตาปริบๆ พร้อมกับคำถามที่เกิดขึ้นในใจว่า ” ทำไมหุ้นร่วงแรงอย่างนี้นะ” แล้วในที่สุดก็จะมีข้อความส่งมาผ่านทางโลกโซเซียลถึงเหตุผลที่หุ้นร่วงพร้อมคำเฉลยว่า นั่นเป็นแค่เพียง “ข่าวลือ” สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะ โลกแห่งตลาดทุนนั้น ราคาจะถูกขับเคลื่อนด้วยจิตวิทยามวลชนเสมอ ซึ่งท้ายที่สุดความจริงก็จะสะท้อนออกมาให้เห็นในกราฟรูปแบบราคา และแสดงออกมาในรูปของ คลื่นเอลเลียตนั้นเอง

ทฤษฎีคลื่นเอลเลียตจึงสะท้อน “พฤติกรรมการซื้อขายของคนหมู่มาก “ โดยเน้นวิเคราะห์การเคลื่นไหวของราคาตามหลักคณิตศาสตร์เนื่องจากการเคลื่อนไหวของราคาในตลาดทุนรวมถึงตลาดหุ้นเกิดจาก จิตวิทยามวลชน ซึ่งแสดงผลออกมาในรูปแบบราคา และที่สำคัญเราสามารถคาดการณ์ราคาในอนาคตได้อย่างแม่นยำ เช่นเดียวกับที่เราสามารถจะคาดการณ์พฤติกรรมมวลชนได้ค่ะ


เพราะฉนั้น อาจสรุปสั้นๆได้ตามนี้ค่่ะ

คลื่นเอลเลียต คือการนำเอาจิตวิทยามวลชนผสมกับสูตรทางคณิตศาสตร์ และแสดงผลเป็นรูปแบบราคาที่ขึ้นลงตามรอบของคลื่นราคา

คลื่นเอลเลียตมีประโยชน์ในเรื่องใด

คลื่นเอลเลียต

  • บอกทิศทางราคา ณ ปัจจุบันได้
  • คาดการณ์เป้าหมายราคาในอนาคต
  • บอกแนวโน้มได้ว่า หุ้นจะครบรอบแล้วหรือยัง และจบที่จุดไหน
  • กำหนด “จุดตัดขาดทุน” โดยมีความเสี่ยงต่ำ
“ดังนั้นทฤษฎีคลื่นเอลเลียต จึงเป็นเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ดีที่สุดเครื่องมือหนึ่งที่สามารถบอกกรอบ การขึ้นลงของราคารวมถึงราคาเป้าหมายในอนาคตได้อย่างแม่นยำ” ลองคิดดูว่า ถ้าคุณรู้ล่วงหน้าว่าหุ้นจะวิ่งขึ้นหรือลง ถ้าหุ้นจะวิ่งขึ้นหรือลง ถ้าหุ้นขึ้นจะขึ้นไปที่เท่าไร ถ้าร่วงลงจะลงไปที่เท่าไร คุณก็สามารถวางแผนและตัดสินใจซื้อขายหุ้นได้อย่างมั่นใจ และที่สำคัญก็คือ คุณจะสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างงดงามแน่นอนค่ะ…

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *